หาเงินเก่งแต่เงินไม่เหลือ เกิดจากอะไร? สำรวจนิสัยการใช้เงินที่อาจทำให้เก็บเงินไม่อยู่
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางคนเป็นคนขยัน หาเงินเก่ง มีรายได้เข้ามาหลายทาง แต่พอถึงสิ้นเดือนกลับรู้สึกว่าเงินหายไปไหนหมด ทั้งที่ไม่ได้ซื้อของชิ้นใหญ่หรือมีค่าใช้จ่ายก้อนโตเป็นพิเศษ
ความจริงแล้วการมีรายได้ดีไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินเก็บเสมอไป เพราะนอกจากความสามารถในการหารายได้แล้ว พฤติกรรมการใช้เงินก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน บางคนหาเงินเก่งแต่ใช้เงินตามความเคยชิน บางคนชอบให้รางวัลตัวเองเมื่อทำงานหนัก ขณะที่บางคนมีรายจ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ จำนวนมากจนไม่ทันสังเกต
เรื่องนี้ยังถูกนำไปเชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องดวงการเงินและ 12 นักษัตร โดยบางตำรามองว่าคนบางกลุ่มมีลักษณะเป็นคนหาเงินเก่ง กล้าตัดสินใจ และมีโอกาสทางการเงินเข้ามาอยู่เสมอ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นคนใช้จ่ายง่ายหรือไม่ค่อยวางแผนเรื่องเงิน
อย่างไรก็ตาม เรื่องดวงเป็นความเชื่อส่วนบุคคล สิ่งที่สามารถนำมาปรับใช้ได้จริงคือการสำรวจนิสัยการเงินของตัวเอง และหาวิธีบริหารรายได้ให้เหมาะสมมากขึ้น
หาเงินเก่งแต่เงินไม่เหลือ เกิดจากอะไร?
การที่เงินไม่เหลือไม่ได้แปลว่าเป็นคนใช้เงินฟุ่มเฟือยเสมอไป บางครั้งอาจเกิดจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนกลายเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมากโดยไม่รู้ตัว
เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น หลายคนอาจเพิ่มค่าใช้จ่ายตามไปด้วย เช่น จากเดิมที่เคยใช้ชีวิตแบบประหยัด เมื่อมีรายได้มากขึ้นก็เริ่มซื้อของที่มีราคาแพงขึ้น รับประทานอาหารนอกบ้านบ่อยขึ้น หรือสมัครบริการต่าง ๆ มากขึ้น
สุดท้ายแม้รายได้จะเพิ่มขึ้น แต่จำนวนเงินที่เหลือเก็บกลับไม่ได้เพิ่มตาม
1. หาเงินเก่ง แต่ใช้เงินเพื่อให้รางวัลตัวเอง
คนที่ทำงานหนักอาจรู้สึกว่าตัวเองควรได้รับรางวัลจากความเหนื่อย เช่น ซื้อเสื้อผ้าใหม่ รับประทานอาหารร้านที่อยากไป หรือซื้อของที่เล็งเอาไว้
การให้รางวัลตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด เพราะการใช้เงินเพื่อความสุขก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต แต่หากเกิดขึ้นทุกครั้งที่ได้รับเงินหรือทำงานสำเร็จ ก็อาจทำให้เงินที่ควรเก็บค่อย ๆ ลดลง
วิธีที่ช่วยได้คือกำหนดงบสำหรับความสุขส่วนตัวเอาไว้ล่วงหน้า เมื่อใช้ถึงจำนวนที่กำหนดแล้วจึงหยุด เพื่อให้สามารถสนุกกับการใช้เงินโดยไม่กระทบเป้าหมายการออม
2. มีรายได้เพิ่มเมื่อไร ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มตาม
พฤติกรรมนี้พบได้ง่ายในคนที่มีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเมื่อมีเงินมากขึ้นก็อาจรู้สึกว่าสามารถซื้อของที่มีราคาสูงขึ้นได้
ตัวอย่างเช่น จากเดิมซื้อกาแฟในราคาหนึ่ง เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นอาจเริ่มเลือกร้านที่มีราคาสูงขึ้น หรือเมื่อมีรายได้พิเศษก็อาจเปลี่ยนโทรศัพท์ ซื้ออุปกรณ์ใหม่ หรือเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านความบันเทิง
แม้แต่ละรายการจะดูไม่มาก แต่เมื่อเกิดขึ้นต่อเนื่องก็สามารถทำให้เงินเหลือน้อยลงได้
3. ค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่รวมกันกลายเป็นเงินก้อนใหญ่
หลายคนให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ เช่น ค่าที่พัก ค่าผ่อนรถ หรือค่าเดินทาง แต่กลับมองข้ามค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน
เครื่องดื่ม ของว่าง การสั่งอาหารออนไลน์ ค่าส่งสินค้า หรือการซื้อของที่ไม่ได้วางแผนไว้ ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นได้บ่อย
หากอยากรู้ว่าเงินหายไปกับอะไร การลองจดค่าใช้จ่ายทุกอย่างเป็นเวลา 30 วันจะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น โดยเฉพาะรายการที่มักคิดว่า “ไม่กี่สิบบาทเอง”
4. ซื้อของเพราะความรู้สึกมากกว่าความจำเป็น
การซื้อของเพราะความเครียด ความเบื่อ หรือความอยากได้ในช่วงเวลาหนึ่ง อาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้วางแผน
บางครั้งโปรโมชั่นหรือส่วนลดก็ทำให้รู้สึกว่าต้องรีบซื้อ ทั้งที่จริง ๆ แล้วสินค้านั้นอาจไม่ได้จำเป็นกับชีวิตประจำวัน
ก่อนซื้อของที่ไม่ได้อยู่ในแผน อาจลองเว้นระยะเวลาไว้ก่อน แล้วถามตัวเองว่า “ถ้าไม่มีโปรโมชั่น ยังอยากได้อยู่หรือไม่?” วิธีง่าย ๆ นี้อาจช่วยลดการซื้อแบบฉับพลันได้
5. ใจกว้างกับคนรอบตัวจนลืมวางแผนให้ตัวเอง
บางคนไม่ได้ใช้เงินกับตัวเองมาก แต่เป็นคนดูแลคนรอบข้าง เช่น เลี้ยงอาหาร ซื้อของฝาก ช่วยออกค่าใช้จ่าย หรือให้ของขวัญในโอกาสต่าง ๆ
การดูแลคนที่รักเป็นเรื่องที่ดี แต่หากทำจนกระทบกับเงินสำรองหรือเงินออมของตัวเอง ก็อาจกลายเป็นปัญหาในระยะยาว
การกำหนดงบสำหรับช่วยเหลือหรือดูแลคนรอบตัวเอาไว้โดยเฉพาะ จะช่วยให้รู้ว่าตัวเองสามารถใช้จ่ายได้มากน้อยเพียงใด
6. ไม่แยกเงินใช้กับเงินเก็บ
อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เก็บเงินไม่อยู่คือการนำเงินทั้งหมดไว้ในบัญชีเดียวกัน เมื่อเห็นยอดเงินมากก็อาจรู้สึกว่ายังสามารถใช้ได้
วิธีที่ทำได้ง่ายคือแบ่งเงินออกเป็นส่วน ๆ ตั้งแต่วันที่ได้รับรายได้ เช่น เงินสำหรับค่าใช้จ่ายประจำ เงินออม เงินสำรอง และเงินสำหรับใช้จ่ายเพื่อความสุข
เมื่อแยกเงินออกจากกัน เงินออมจะไม่ถูกนำไปรวมกับเงินที่สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน
7. รอให้เหลือแล้วค่อยเก็บ
ประโยคที่ว่า “เดือนนี้ใช้ก่อน ถ้าเหลือค่อยเก็บ” เป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่ทำให้หลายคนไม่มีเงินออม
เพราะเมื่อถึงสิ้นเดือน เงินที่เหลืออาจน้อยกว่าที่คิด หรือบางเดือนอาจไม่เหลือเลย
การเปลี่ยนเป็น “เก็บก่อน แล้วค่อยใช้เงินส่วนที่เหลือ” จะช่วยสร้างกรอบให้กับการใช้จ่ายได้มากกว่า โดยจำนวนเงินที่ออมควรเหมาะกับรายได้และภาระค่าใช้จ่ายของแต่ละคน
8. มีรายได้หลายทาง แต่ไม่มีเป้าหมายทางการเงิน
การมีช่องทางหารายได้หลายทางถือเป็นข้อได้เปรียบ แต่หากไม่มีเป้าหมายว่ารายได้เหล่านั้นจะนำไปใช้ทำอะไร เงินก็อาจถูกใช้ไปเรื่อย ๆ
ลองกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น เงินสำรองฉุกเฉิน เงินสำหรับการเดินทาง เงินสำหรับการซื้อของชิ้นใหญ่ หรือเป้าหมายอื่นที่เหมาะกับตัวเอง
เมื่อรู้ว่าเก็บเงินไปเพื่ออะไร การควบคุมค่าใช้จ่ายก็จะทำได้ง่ายขึ้น
คนหาเงินเก่งควรเริ่มเก็บเงินอย่างไร?
สำหรับคนที่รู้ตัวว่าเป็นคนหาเงินเก่งแต่ใช้เงินเก่งเช่นกัน อาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งหมดในทันที แต่เริ่มจากเรื่องง่าย ๆ ก่อน
แบ่งเงินทันทีเมื่อได้รับรายได้
เมื่อมีรายได้เข้ามา ควรแบ่งเงินสำหรับการออมและค่าใช้จ่ายออกจากกันก่อน แล้วจึงนำเงินส่วนที่เหลือมาใช้
จดรายจ่ายอย่างน้อย 1 เดือน
การจดทุกค่าใช้จ่ายจะทำให้เห็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง และช่วยค้นหาว่าเงินส่วนใหญ่หมดไปกับอะไร
กำหนดงบสำหรับความสุข
ไม่จำเป็นต้องงดซื้อของที่ชอบทั้งหมด เพราะอาจทำให้รู้สึกกดดันเกินไป การกำหนดงบสำหรับความสุขโดยเฉพาะจะช่วยให้มีเงินใช้โดยไม่กระทบกับเงินออม
ตั้งเป้าหมายการเงินที่ชัดเจน
การมีเป้าหมาย เช่น ต้องการมีเงินสำรองจำนวนหนึ่งภายในระยะเวลาที่กำหนด จะช่วยให้การเก็บเงินมีทิศทางมากขึ้น
ดวงการเงินกับนิสัยการใช้เงินเกี่ยวข้องกันอย่างไร?
เรื่องดวงการเงินและ 12 นักษัตรเป็นความเชื่อที่ได้รับความสนใจมาอย่างต่อเนื่อง หลายคนใช้คำทำนายเป็นแนวทางในการสำรวจตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องการงาน การเงิน และโอกาสในการสร้างรายได้
ในตำราหรือความเชื่อบางรูปแบบ อาจมีการกล่าวถึงคนบางนักษัตรว่าเป็นคนขยัน หาเงินเก่ง มีความสามารถในการสร้างรายได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจมีนิสัยใช้จ่ายง่าย ใจกว้าง หรือไม่ค่อยวางแผนเรื่องเงิน
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำปีเกิดมาเป็นตัวกำหนดว่าทุกคนจะมีนิสัยเหมือนกัน เพราะพฤติกรรมทางการเงินของแต่ละคนยังขึ้นอยู่กับรายได้ ภาระค่าใช้จ่าย สภาพแวดล้อม และประสบการณ์ชีวิต
สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องดวง สามารถอ่านเป็นแนวทางหรือความเชื่อประกอบการสำรวจตัวเองได้ โดยเฉพาะเรื่อง 3 นักษัตรที่มีดวงหาเงินเก่ง แต่เก็บเงินไม่ค่อยอยู่ ซึ่งเป็นอีกมุมหนึ่งของการดูดวงการเงินตามความเชื่อ
หาเงินเก่งอย่างเดียวอาจไม่พอ ถ้าไม่รู้จักบริหารเงิน
การมีความสามารถในการสร้างรายได้ถือเป็นข้อได้เปรียบ แต่การรักษาเงินที่หามาได้ก็เป็นทักษะสำคัญไม่แพ้กัน
บางคนอาจไม่จำเป็นต้องหารายได้เพิ่มมากกว่าเดิม แต่สามารถมีเงินเหลือมากขึ้นได้จากการจัดการค่าใช้จ่ายที่มีอยู่แล้วให้เหมาะสม
ดังนั้น หากรู้ตัวว่าเป็นคนหาเงินเก่งแต่เงินไม่เหลือ ลองเริ่มจากการสำรวจพฤติกรรมของตัวเองก่อนว่าเงินหมดไปกับอะไร แล้วค่อยปรับทีละเรื่อง
สรุป
การหาเงินเก่งแต่เก็บเงินไม่อยู่สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินเพื่อให้รางวัลตัวเอง การเพิ่มค่าใช้จ่ายตามรายได้ การมองข้ามค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ หรือการไม่มีแผนแบ่งเงินที่ชัดเจน
สำหรับคนที่มีรายได้ดี การฝึกออมและบริหารค่าใช้จ่ายควบคู่กันจะช่วยให้เงินที่หามาได้มีโอกาสกลายเป็นเงินเก็บมากขึ้น
ส่วนเรื่องดวง 12 นักษัตรและลักษณะนิสัยทางการเงินนั้นสามารถมองเป็นความเชื่อและแนวทางในการสำรวจตัวเองได้ แต่สิ่งที่ส่งผลต่อสถานะทางการเงินจริง ๆ ยังคงเป็นพฤติกรรมและการตัดสินใจด้านการเงินในชีวิตประจำวันของแต่ละคน
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น